แนวคิดการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแนวใหม่กับการพัฒนาของประเทศไทย


แนวคิดการพัฒนากลยุทธ์การแข่งขันแนวใหม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เพราะเป็นการมองกลับมาที่พื้นฐานของความสามารถที่แท้จริงของสังคมและองค์การของไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างจากองค์การที่ยกเป็นตัวอย่างในการศึกษา ทั้งนี้ในความแตกต่างนั้นพบว่ามีความเหมือนและความคล้ายคลึงกันในหลายส่วน ซึ่งหากนำมาศึกษาพิจารณาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจะทำให้เกิดประโชน์อย่างมาก เพราะการเรียนรู้เทคนิควิธีทางการจัดการจากประสบการณ์องค์การอื่น นอกจากจะเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการพัฒนาที่ดีมากแล้ว ยังทำให้ไม่ต้องเสี่ยงและเสียเวลากับการลองผิดลองถูกซึ่งเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ควรหลีกเลี่ยง ที่สำคัญสามารถทำให้เกิดความรวดเร็วในการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยมีอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านด้วยการส่งเสริมให้มีนโยบายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นแนวคิดเริ่มต้นที่ดี จากการศึกษาวิจัยพบว่าองค์การธุรกิจของไทยยังขาดความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอยู่มาก ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่และต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งมีไม่สูงมากนักในประเทศไทย แท้จริงแล้วเป็นความรู้ที่มีสะสมอยู่แล้วในทุกองค์การ เพียงแต่ต้องนำมาศึกษาให้แตกฉานและเจียระไนให้เกิดขึ้นเป็นองค์ความรู้ที่สามารถสร้างให้เกิดธุรกิจที่มีคุณค่าได้ จากความไม่เข้าใจดังกล่าวทำให้การพัฒนาเป็นการพัฒนาที่ออกห่างจากแก่นความสามารถหลักตลอดเวลาเป็นผลทำให้ขาดองค์ความรู้ที่เป็นของตัวเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับบริษัทของญี่ปุ่นถึงแม้มีขนาดเล็กแต่กลับมีองค์ความรู้ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่ผ่านการเจียระไนจนเป็นความเด่นชัดในเชิงธุรกิจอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น บริษัทฮะคุโฮโด ที่ตั้งอยู่ในเมืองคุมะโนะโฉ ซึ่งเป็นเมืองที่ทำพู่กันเขียนหนังสือมานานกว่าสองร้อยปี จากความรู้ที่สะสมสืบทอดต่อกันมาในการนำเอา ขนสัตว์มาเป็นวัตถุดิบใช้ผลิตทำเป็นพู่กันที่คนในหมู่บ้านผลิตทำมาหาเลี้ยงชีพกันมาหลายชั่วอายุคนนั้น นายทะคะโมะโตะ คะซุโอะ ประธานบริษัท ฮะคุโฮโด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำพู่กันมากเพราะเขาเติบโตในครอบครัวทำพู่กันสำหรับงานศิลปะ เขามองว่าการผลิตพู่กันตามแบบดั้งเดิมไม่ได้สร้างให้เกิดคุณค่ามากเกินกว่าบรรพบรุษได้ทำเมื่อร้อยปีที่แล้วเลย จากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประกอบกับความสามารถของตัวเองและขององค์การ เขามองเห็นช่องทางและโอกาสในการพัฒนาพู่กันที่สามารถสร้างคุณค่ามากขึ้นโดยได้พัฒนาพู่กันสำหรับการแต่งหน้าขึ้น และจำหน่ายพู่กันให้กับบริษัทเครื่องสำอางชื่อดังทั้งในประเทศและนอกประเทศญี่ปุ่น จากความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวเองผ่านการบริหารจัดการภายใต้โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว พู่กันของบริษัท ฮะคุโฮโดเป็นที่ชื่นชอบและได้รับการยอมรับอย่างมากจากลูกค้า โดยเฉพาะนักแต่งหน้าชื่อดังระดับโลกเลือกใช้พู่กันของบริษัท ทำให้ทุกคนให้ความเชื่อมั่นและไว้ใจเลือกใช้พู่กันของฮะคุโฮโดในการแต่งเติมความสวยงามให้กับใบหน้าของตัวเอง

เคล็ดลับของความรู้ที่สะสมในเรื่องพู่กันประกอบกับความสามารถขององค์การทางการจัดการ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ของนาย ทะคะโมะโตะ คือ การทำพู่กันให้ความรู้สึกที่ดีต่อผิวหน้า ส่งผลทำให้การแต่งหน้ามีความสวยงามมากขึ้น โดยมีเป้าหมายต่อไปอีกคือการทำพู่กันแต่งหน้าที่ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากทดลองแต่งหน้าหลายๆ แบบ ซึ่งดูว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่เชื่อไหมว่าในการทำพู่กันแต่งหน้านั้นมี ขั้นตอนย่อยๆ ในการทำมากกว่าแปดสิบขั้นตอน ซึ่งบริษัท ฮะคุโฮโดได้นำเอาเทคนิคการทำพู่กันแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในบางขั้นตอนของการทำพู่กันแต่งหน้า เช่น การแยกน้ำมันออกจากขน การทำให้ร้อน และนวดให้ขนแปรงตรง ที่สำคัญในขั้นตอนตรวจสอบขั้นสุดท้าย จะเป็นการใช้ตาตรวจดูพู่กันแต่ละอันและจะทิ้งอันที่ไม่สมบรูณ์แม้ว่าจะมีขนเพียงเส้นเดียวกลับด้านก็ตาม จากความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตนี้ประธานบริษัท นาย ทะคะโมะโตะ ได้กล่าวอย่างภูมิใจว่า "จนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครส่งพู่กันคืนบริษัทเราเลยแม้แต่อันเดียว"

จากตัวอย่างที่กล่าวมานั้น ในกรณีของบริษัทในประเทศไทยมีจำนวนหลายบริษัทที่มีทรัพย์สินทางปัญญาหลายเรื่อง แต่ไม่สามารถเจียระไนสร้างขึ้นเป็นธุรกิจที่ขยายออกในระดับสูงขึ้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทได้ การพัฒนาในลำดับขั้นตอนหลังนี้มีความสำคัญมาก ซึ่งต้องมีความตั้งใจจริง ความอดทน และความพยายามอย่างจริงจัง ซึ่งองค์การธุรกิจของไทยมักจะละเลยเพิกเฉยต่อการพัฒนานี้ พบบ่อยครั้งว่ามีความรู้อยู่มากแต่ไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ตัวอย่างเช่น ทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในการสร้างบ้านเรือนไทย ซึ่งเป็นความรู้ทางวิศวกรรมที่ต่างชาติยอมรับและทึ่งในความสามารถและองค์ความรู้ของคนไทยอย่างมาก บ้านทรงไทยเป็นบ้านที่มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม ในการสร้างบ้านนั้นไม่มีความจำเป็นต้องใช้ตะปูในการตอกเพื่อให้ไม้ยึดเข้าไว้ด้วยกัน แต่เป็นการใช้ลิ่มไม้เข้าเป็นสลักในการยึดคานและฝาเรือนเข้าไว้ด้วยกันแทนทำให้ง่ายต่อการรื้อถอนและขนย้าย การออกแบบมีรูปทรงที่เหมาะกับภูมิอากาศและภูมิประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น เช่น ใต้ถุนเรือนสูงทำให้มีช่องไหลเวียนของอากาศที่ช่วยถ่ายเทความร้อนได้อย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยกันภัยที่เกิดขึ้นจาก น้ำท่วมได้อย่างดี มีลานบ้านสำหรับทำกิจกรรมทั่วไปที่เป็นลานดินที่เก็บความเย็นได้ดีมาก แต่ปรากฏว่าไม่มีการพัฒนาต่อเพื่อให้เหมาะสมกับกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงทำให้ คนไทยรุ่นใหม่หันมานิยมบ้านแบบตะวันตกที่ไม่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้บ้านทุกหลังต้องมีเครื่องปรับอากาศหลายเครื่อง เพราะขาดการคำนึงถึงหลักทิศทางลม พบได้บ่อยว่าในฤดูน้ำหลากบ้านจัดสรรจะถูกน้ำท่วม และสร้างความเสียหายอย่างมาก ซึ่งหากเป็นบ้านแบบไทยที่มีพื้นที่ใต้ถุนโล่งความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมน้อยกว่า การเคลื่อนย้ายก็สามารถทำได้สะดวกกว่า เพราะเป็นการคลายสลักที่ยึดไว้ บ้านทั้งหลังก็สามารถรื้อถอนได้โดยง่าย และไม่เป็นการสร้างความเสียหายให้กับเนื้อไม้แต่อย่างไร

ปัจจุบันวิศวกรและสถาปนิกชาวตะวันตกได้ให้ความสนใจในความพิเศษกับ บ้านทรงไทยมากถึงกับเข้ามาทำการศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและออกแบบบ้านทรงไทยใกล้ที่จะเลือนหายไปจากสังคมไทย เพราะนอกจากจะขาดการสานต่อและสืบทอดที่ดีแล้ว คนไทยส่วนใหญ่กลับไม่ชื่นชมกับสมบัติของชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์เป็นความรู้ที่บรรพบรุษสืบทอดมาให้มากนัก ดังนั้นการที่องค์การของไทยมักจะออกตัวเสมอว่าสู้องค์การต่างชาติไม่ได้นั้น น่าจะถึงเวลาที่หันกลับมาถามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า ที่ผ่านมาเราได้ละเลยสิ่งสำคัญอะไรไปบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะทรัพย์สิน ทางปัญญาที่อยู่ใกล้กับตัวเราที่สุด แต่เรากลับมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น

 

ที่มา : รศ.ดร. ผลิน ภู่จรูญ


   หรือ กดปุ่ม Ctrl+P (หรือคลิกที่เมนู File และ Print ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์) เมื่อต้องการพิมพ์เครื่องพิมพ์

Power By : SIAMHRM.COM | JOBSIAM.COM | FREEJOBTHAI.COM | JOBDUZY.COM